ติดตามต้นทุนต่องาน: รู้จริงว่าแต่ละงานกำไรเท่าไร
หลายเจ้าของธุรกิจติดตั้งและซ่อมบำรุงในไทยเจอสถานการณ์เดียวกัน คือมองรายได้แล้วรู้สึกว่าไม่น่ามีปัญหา ทีมงานมีงานทำตลอด แต่พอถึงสิ้นเดือน เงินในบัญชีกลับไม่เพิ่มขึ้นอย่างที่คิด บางทีขึ้นราคา 10–15 เปอร์เซ็นต์แล้วก็ยังไม่รู้สึกต่าง
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ราคาที่ตั้ง แต่อยู่ที่ไม่รู้ว่างานไหนทำกำไรจริง และงานไหนกำลังดูดเงินออกจากธุรกิจโดยไม่รู้ตัว
การ ติดตามต้นทุนต่องาน คือการบันทึกว่าแต่ละงานใช้ทรัพยากรจริงเท่าไร แล้วเปรียบเทียบกับที่เรียกเก็บลูกค้า ทำได้ง่ายมากด้วยตัวเลขสี่ตัว: รายได้ ค่าแรงจริง ค่าอะไหล่จริง และค่าเดินทาง
ทำไมธุรกิจส่วนใหญ่ถึงยังไม่ติดตามต้นทุนต่องาน?
คำตอบที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ “เสียเวลาเกินไป” และ “ตอนนี้ก็ดำเนินธุรกิจได้ปกติอยู่แล้ว”
ทั้งสองข้ออาจจะเข้าใจได้ แต่ก็ผิดทั้งคู่
งานพิเศษที่ต้องทำเพิ่มจริงๆ น้อยกว่าที่คิด เพราะข้อมูลมีอยู่แล้วทั้งหมด เลขใบเสนอราคาอยู่ในเอกสาร เวลาที่ช่างใช้อยู่ในตารางงาน ราคาอะไหล่อยู่ในใบเสร็จร้านค้า สิ่งที่ขาดคือการรวบรวมตัวเลขสามตัวนี้เข้าด้วยกันต่อหนึ่งงานก่อนที่งานจะปิด
ส่วนที่ว่า “ดำเนินได้อยู่” นั้นจริง แต่เฉพาะจนกว่าจะถึงจุดที่ต้องขยายธุรกิจ หรือลูกค้าต่อรองราคา หรือคู่แข่งเสนอราคาต่ำกว่า แล้วไม่รู้ว่าถ้าลดราคาตามจะยังมีกำไรไหม ตรงนี้แหละที่ไม่รู้ต้นทุนต่องานกลายเป็นปัญหาใหญ่
ต้นทุนแต่ละงานมีอะไรบ้าง?
แบ่งออกเป็นสี่ส่วนหลัก
ค่าแรง คือชั่วโมงทำงานของช่างคูณด้วยต้นทุนต่อชั่วโมง สำหรับช่างประจำที่เงินเดือน 18,000–25,000 บาทต่อเดือนรวมประกันสังคม ต้นทุนต่อชั่วโมงจริงๆ อยู่ที่ประมาณ 120–180 บาท งานที่ใช้ช่าง 2 คนเป็นเวลา 3 ชั่วโมง มีต้นทุนค่าแรงประมาณ 720–1,080 บาท ก่อนจะคิดถึงค่าอะไหล่ใดๆ
หลายเจ้าของนึกถึงค่าแรงเป็นเงินเดือนรายเดือน แต่ที่ถูกต้องคือต้องนึกถึงต้นทุนต่อชั่วโมง เพราะเวลาของช่างคือทรัพยากรที่สูญเสียได้
ค่าอะไหล่และวัสดุ คือราคาที่จ่ายซัพพลายเออร์ ไม่ใช่ราคาที่เรียกเก็บลูกค้า คาปาซิเตอร์ที่ซื้อมา 180 บาทแล้วบิล 350 บาท มีกำไรขั้นต้น 170 บาท แต่ค่าเติมน้ำยาที่ซื้อมา 420 บาทแล้วบิล 420 บาทเท่ากัน กำไรเป็นศูนย์ รายได้หน้าตาเหมือนกัน แต่ต่างกันมากในแง่ contribution
ค่าเดินทาง คือน้ำมันและเวลาในการเดินทางไปหน้างาน งานที่อยู่ห่าง 60 กม. ต่างจากงานที่อยู่ห่างแค่ 8 กม. ในราคาน้ำมันอย่างเดียวก็อยู่ที่ 840–960 บาทต่อเที่ยวไปกลับ ต้นทุนนี้แทบไม่เคยปรากฏในใบแจ้งหนี้
ต้นทุนค่าใช้จ่ายคงที่ เป็นส่วนเพิ่มเติมที่ทำได้ภายหลัง เช่น ค่าเช่ารถ ค่าโทรศัพท์ ค่าเวลาของเจ้าของ รวมกันแล้วบวกเพิ่มประมาณ 15–20 เปอร์เซ็นต์จากรายได้เพื่อให้ตัวเลขสมจริงมากขึ้น
เมื่อติดตามต้นทุน 90 วัน จะเห็นอะไร?
ธุรกิจที่เริ่มบันทึกตัวเลขสี่ตัวนี้อย่างสม่ำเสมอเป็นไตรมาส มักพบรูปแบบเดิมซ้ำๆ
งานประเภทหนึ่งกำไรดีกว่าที่คิด อาจเป็นงานติดตั้ง CCTV ที่บิลได้ดีและมีค่าอะไหล่ที่ markup ได้ดี หรืองานเยี่ยมชม MA ประจำปีแอร์ที่สั้น คาดเดาได้ และไม่ต้องใช้อะไหล่ รู้แล้วก็โฟกัสที่งานพวกนั้นได้
งานประเภทหนึ่งเสมอตัวหรือขาดทุน งาน call-out ฉุกเฉินเป็นตัวร้ายบ่อยครั้ง ลูกค้าจ่ายค่าฉุกเฉินคงที่ แต่งานนั้นอาจใช้ช่าง 2 คน ขับรถไกล และต้องทำนอกเวลางาน รวมแล้วเวลาสามชั่วโมงในตอนเย็น ต้นทุนบานกว่าที่คิดไว้
งานไกลกำไรน้อยกว่าที่เห็น งานที่บิล 4,500 บาทในจังหวัดห่างไกลอาจกำไรน้อยกว่างาน 2,500 บาทในอำเภอใกล้บ้าน เมื่อหักค่าเดินทางและเวลาออกแล้ว
งานไหนที่กำลังทำให้ขาดทุนโดยไม่รู้ตัว?
งานที่เสี่ยงขาดทุนมากที่สุดมักมีลักษณะร่วมกัน
งานที่ตั้งราคาเหมาโดยไม่บวก buffer เวลา เช่น งานล้างแอร์ราคาเหมา 600 บาทที่คิดว่าจะใช้เวลา 45 นาที แต่พอไปถึงเจอเครื่องแบบ cassette ติดเพดานต้องใช้บันได ต้องช่าง 2 คน เวลาเพิ่มเป็น 2 เท่า กำไรหายไปทันที
งานที่ต้องกลับไปซ่อมซ้ำทำลายกำไรสองเท่า เพราะต้นทุนรอบแรกหายไป แล้วยังต้องเสียค่าแรงและค่าเดินทางอีกรอบโดยไม่มีรายได้เพิ่ม อัตราความสำเร็จในการเยี่ยมชมครั้งแรก จึงสำคัญมาก ระบบใบสั่งงานที่บันทึกอะไหล่ที่ต้องใช้ก่อนช่างออกจากบ้านและยืนยันการทำงานสำเร็จบนหน้างาน ช่วยปกป้องกำไรส่วนนี้ได้โดยตรง
เริ่มติดตามต้นทุนต่องานได้อย่างไร?
เริ่มจาก spreadsheet ง่ายๆ สี่คอลัมน์: รหัสงาน รายได้จากการบิล ต้นทุนค่าแรง (ชั่วโมง × ค่าแรง) และต้นทุนอะไหล่ ทำงานนี้กับทุกงานที่ปิดในหนึ่งเดือน
สิ้นเดือนรวมแต่ละคอลัมน์แล้วคำนวณ gross margin ตามประเภทงาน แค่นี้ใช้เวลาเก็บข้อมูลสามถึงสี่ชั่วโมงต่อเดือน แต่ทำให้เห็นรูปแบบที่ซ่อนอยู่มาหลายปี
ขั้นต่อไปคือบันทึกต้นทุนอะไหล่ต่องาน ณ จุดสั่งซื้อหรือเบิกของ แทนที่จะรอกระทบยอดใบเสร็จซัพพลายเออร์ปลายเดือน เจ้าของส่วนใหญ่พบว่าขั้นตอนนี้สร้างความแตกต่างมากที่สุด
FAQ
อัตรากำไรขั้นต้นที่ดีสำหรับงานติดตั้งในไทยควรเป็นเท่าไร?
ขึ้นอยู่กับประเภทงาน โดยทั่วไปงานซ่อมบำรุงประจำควรมี gross margin 40–55 เปอร์เซ็นต์ ส่วนงานติดตั้งอุปกรณ์ที่ต้นทุนอะไหล่สูงมักอยู่ที่ 25–35 เปอร์เซ็นต์ ถ้า gross margin ส่วนใหญ่ต่ำกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ ควรตรวจสอบราคา ต้นทุนอะไหล่ หรือประสิทธิภาพค่าแรง
ต้องใช้โปรแกรมบัญชีในการติดตามต้นทุนต่องานไหม?
ไม่จำเป็นในตอนเริ่มต้น spreadsheet ที่มีคอลัมน์ รหัสงาน รายได้ ชั่วโมงค่าแรง และต้นทุนอะไหล่ก็เพียงพอ โปรแกรมบัญชีช่วยได้เมื่อปริมาณงานมากพอที่การป้อนข้อมูลด้วยมือกลายเป็น bottleneck
ต้นทุนต่องานต่างจากการตั้งราคาอย่างไร?
การตั้งราคาคือการกำหนดว่าจะเรียกเก็บเงินเท่าไรก่อนงานเริ่ม ต้นทุนต่องานคือการบันทึกว่างานจริงๆ ใช้ต้นทุนเท่าไรหลังงานปิด ตั้งราคาโดยไม่มีข้อมูลต้นทุน หมายความว่าราคาที่ตั้งอ้างอิงจากการเดาและราคาของคู่แข่ง ทั้งสองอย่างทำงานได้ดีที่สุดเมื่อใช้ร่วมกัน
OnSiteQ ออกแบบมาสำหรับธุรกิจติดตั้งและซ่อมบำรุงในไทย ระบบใบสั่งงานช่วยบันทึกเวลาค่าแรง อะไหล่ที่ใช้ และสถานะการทำงานสำเร็จบนหน้างาน ทำให้การติดตามต้นทุนต่องานเป็นเรื่องง่าย ไม่ใช่งานพิเศษที่ต้องทำหลังจากปิดงานแล้ว
พร้อมคุมคิวงานให้อยู่มือแล้วหรือยัง?
เริ่มใช้ฟรีวันนี้ ไม่ต้องใช้บัตร